“Cloud” หรือ “ตั้ง Server เอง”: ศึกชิงบัลลังก์เว็บไซต์โรงเรียนยุคใหม่ แบบไหนคุ้มกว่ากัน?

ในยุคที่ “เว็บไซต์โรงเรียน” เปรียบเสมือนหน้าตาและประตูบานแรกที่ผู้ปกครองและนักเรียนจะเดินเข้ามาหาข้อมูล การทำให้เว็บไซต์ “ล่ม” หรือ “เข้าไม่ได้” บ่อยๆ จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

คำถามยอดฮิตที่ผู้บริหารและครูฝ่ายไอทีต้องถกเถียงกันเสมอคือ “เราควรซื้อเครื่อง Server มาตั้งเองที่โรงเรียน (Local) หรือจะเช่าพื้นที่บน Cloud ดี?” บทความนี้จะพาไปเจาะลึกข้อดี-ข้อเสีย เพื่อหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโรงเรียนของคุณ


1. Local Server (การตั้งเครื่องเองที่โรงเรียน)

คือรูปแบบดั้งเดิมที่โรงเรียนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ Server ประสิทธิภาพสูงมาตั้งไว้ในห้องศูนย์ข้อมูลหรือห้องพักครู และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อให้คนภายนอกเข้ามาดูเว็บไซต์ได้

ข้อดี:

  • ความเป็นเจ้าของ 100%: โรงเรียนเป็นเจ้าของฮาร์ดแวร์ทั้งหมด ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในรั้วโรงเรียน
  • การเรียนรู้: สามารถใช้เป็นสื่อการสอนให้นักเรียนชุมนุมคอมพิวเตอร์ได้เรียนรู้วิธีการดูแลระบบเครือข่ายจริงๆ
  • ความเร็วภายใน: หากใช้ภายในโรงเรียน (Intranet) จะมีความเร็วสูงมากในการโอนถ่ายข้อมูล

ข้อเสีย:

  • ค่าใช้จ่ายแฝงมหาศาล: ไม่ใช่แค่ค่าเครื่อง แต่รวมถึงค่าไฟ (ที่ต้องเปิด 24 ชม.), ค่าแอร์เลี้ยงห้อง Server, และค่าซ่อมบำรุง
  • ความเสี่ยงสูง: ไฟดับ ไฟกระชาก อินเทอร์เน็ตโรงเรียนล่ม หรือฮาร์ดดิสก์พัง = เว็บล่มทันที
  • ภาระคนดูแล: ครูคอมพิวเตอร์ต้องกลายเป็นช่างซ่อมจำเป็น ต้องคอยดูแลความปลอดภัยและอัปเดตระบบตลอดเวลา

2. Cloud Hosting (การเช่าพื้นที่บนก้อนเมฆ)

คือการนำข้อมูลเว็บไซต์ไปฝากไว้กับผู้ให้บริการมืออาชีพ (เช่น Google Cloud, AWS, หรือผู้ให้บริการ Web Hosting ในไทย) ซึ่งเขามี Data Center ขนาดใหญ่ดูแลให้

ข้อดี:

  • ความเสถียรสูง (Uptime 99.9%): ผู้ให้บริการมีระบบไฟฟ้าสำรองและอินเทอร์เน็ตหลายเส้นทาง โอกาสเว็บล่มแทบเป็นศูนย์
  • ความปลอดภัย: มีทีมวิศวกรระดับโลกดูแลเรื่อง Firewall และการป้องกันการเจาะระบบ (Hack)
  • ประหยัดงบและเวลา: ไม่ต้องซื้อเครื่องแพงๆ จ่ายรายปีในราคาที่คาดการณ์ได้ (หลักพันถึงหลักหมื่นต้นๆ) และครูไม่ต้องมานั่งเฝ้าเครื่อง
  • เข้าถึงได้รวดเร็ว: รองรับคนเข้าชมจำนวนมากพร้อมกันได้ดีกว่า (เช่น ช่วงประกาศผลสอบ)

ข้อเสีย:

  • ข้อมูลไม่ได้อยู่ที่เรา: ข้อมูลถูกเก็บไว้ที่อื่น (แต่เราสามารถสำรองข้อมูลกลับมาเก็บไว้ได้เสมอ)
  • ต้องจ่ายต่อเนื่อง: เป็นระบบเช่าใช้ ถ้าหยุดจ่ายเว็บก็ใช้งานไม่ได้

ตารางเปรียบเทียบชัดๆ: Cloud vs Local

หัวข้อเปรียบเทียบLocal Server (ทำเอง)Cloud Hosting (เช่าใช้)
งบประมาณเริ่มต้นสูง (ค่าเครื่อง Server หลักหมื่น-แสน)ต่ำ (เริ่มต้นหลักพันบาท/ปี)
ค่าใช้จ่ายระยะยาวค่าไฟ + ค่าแอร์ + ค่าอะไหล่ค่าเช่ารายปี (คงที่)
การดูแลรักษาครูไอทีต้องดูแลเองทั้งหมดผู้ให้บริการดูแล Hardware ให้
ความเสถียรขึ้นอยู่กับไฟและเน็ตโรงเรียน (เสี่ยงล่มง่าย)สูงมาก (มีระบบสำรองไฟ/เน็ต)
ความปลอดภัยต้องตั้งค่า Firewall เองมีระบบป้องกันมาตรฐานสากล
เมื่อคนเข้าเยอะๆอาจช้าหรือล่ม (คอขวด)รองรับได้ดีกว่า (ขยายได้ทันที)

บทสรุป: โรงเรียนควรเลือกแบบไหน?

เลือก Local Server เมื่อ…

  • โรงเรียนมีงบประมาณก้อนใหญ่สำหรับจัดทำห้อง Server มาตรฐาน
  • มีบุคลากรไอทีที่เชี่ยวชาญดูแลประจำ (ไม่ใช่ภาระงานฝากครูสอนวิชาการ)
  • ต้องการใช้อุปกรณ์เพื่อการเรียนการสอนวิชาเครือข่ายอย่างจริงจัง
  • มีระบบภายในอื่นๆ ที่ต้องใช้ข้อมูลขนาดใหญ่มากและใช้แค่ภายในโรงเรียน

เลือก Cloud Hosting เมื่อ… (แนะนำสำหรับโรงเรียนส่วนใหญ่)

  • ต้องการให้เว็บไซต์ “เข้าได้ตลอดเวลา” รองรับช่วงรับสมัครนักเรียนหรือประกาศผลสอบ
  • ต้องการ “ประหยัดงบประมาณ” และลดภาระค่าไฟฟ้า
  • ต้องการให้ครูไอที “เอาเวลาไปสอน” มากกว่ามานั่งซ่อมคอมพิวเตอร์
  • กังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลและการถูกแฮก

คำแนะนำสุดท้าย:

สำหรับยุคปัจจุบันที่ความคล่องตัวเป็นเรื่องสำคัญ “Cloud Hosting” คือคำตอบที่คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุดสำหรับเว็บไซต์โรงเรียนทั่วไป เพื่อให้โรงเรียนได้โฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “การนำเสนอข้อมูลข่าวสารและการศึกษา” ไม่ใช่การดูแลตู้เหล็กสี่เหลี่ยมในห้องแอร์ค่ะ

Scroll to Top